กระตุ้นเศรษฐกิจแบบ “อัฐยาย ซื้อขนมยาย” จะพากันลงเหว?

27 ตุลาคม 2015

 

         นโยบายแบบ "อัฐยาย ซื้อขนมยาย" อาจไม่บรรลุผล เพราะขาดบรรยากาศการลงทุน "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" ส่วนการโยนเงินให้ตำบลเท่ากับ "เอื้ออาทร" ผู้รับเหมา บริษัทเหล็ก บริษัทปูน นอกจากไม่บรรลุผลการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคตได้
         ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ได้วิพากษ์นโยบายและแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจชาติของรัฐบาลที่เสนอโดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นระยะ ๆ ดังนี้:
         เมื่อเร็ว ๆ นี้ มี "การปล่อยกู้ 1.37 แสนล้านบาท ผ่าน 3 โครงการ เริ่มจากให้แบงก์รัฐปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้านแบบไร้ดอกเบี้ย ใส่เงินลงไปตำบลละ 5 ล้านบาททั่วประเทศ รวมทั้งกระตุ้นการลงทุนโครงการขนาดเล็ก มุ่งหวังให้คนมีกำลังจับจ่ายใช้สอย . . . (รวมทั้ง) ให้แบงก์รัฐ 2 แห่ง คือ ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ปล่อยเงินกู้แห่งละ 30,000 ล้านบาท รวม 60,000 ล้านบาท ให้กองทุนหมู่บ้าน เพื่อให้เงินก้อนนี้ไปปล่อยกู้ต่อให้สมาชิก แบบไม่มีดอกเบี้ยเป็นเวลา 2 ปี" (14 กันยายน 2558 http://bit.ly/1GfHvKR)
         มาถึงวันนี้ (26 ตุลาคม 2558) ได้มีการส่งมอบเงินแล้ว 3.5 หมื่นล้านจาก 6 หมื่นล้านบาทของกองทุนหมู่บ้าน ทางราชการบอกว่าส่วนใหญ่นำไปใช้ในการหมุนเวียน แต่ก็ไม่ทราบแน่ชัดว่านำไปใช้เพื่อการลงทุนหรือไม่ และในข่าวยังบอกว่ามีบางรายนำไปใช้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของลูก ๆ ซึ่งอาจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการให้กู้ (กรุงเทพธุรกิจรายวัน 26 ตุลาคม 2558 หน้า 1, 4)

         ข้อนี้ ดร.โสภณ เคยวิพากษ์ (http://bit.ly/1Pqr1bb) ไว้ว่า
         1. ในภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ การลงทุนแทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้น หากมีการกู้เงินเกิดขึ้น เกรงจะเป็นการกู้ไปใช้หนี้แทน หรือไม่ก็กู้ไปใช้จ่ายโดยไม่ได้กลายเป็นทุน หดหายหมดไปอย่างสูญเปล่า สร้างหนี้สินจนต่อไปอาจยิ่งเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว กลายเป็นการสร้างปัญหาสังคม เท่ากับไม่นำพาแนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง
         2. การที่รัฐบาลมุ่ง "ปั้ม" ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อให้เป็นผลงานโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อชาตินี้ เป็นสิ่งที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
         3. ยิ่งกว่านั้นการให้กู้เงินโดยไม่มีดอกเบี้ยจากธนาคารของรัฐ ก็ยิ่งทำให้ธนาคารเกิดความเสี่ยง ยิ่งต้องกันสำรองหนี้ไว้ ถึงแม้รัฐบาลจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของสถาบันการเงินของรัฐ แต่ก็ควรมีความรับผิดชอบต่อผู้ฝากเงิน มีมาตรการเตรียมไว้หากเสียหาย ทำให้ธนาคารได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงในอนาคต

         สำหรับการดำเนินมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบลนั้น หากดูจากเว็บไซต์การติดตามข้อมูล (http://164.115.41.23/web/approveproject.php) จะพบว่า แทบทั้งหมดเป็นโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มเติม ที่สำคัญกลายเป็นโครงการ "เอื้ออาทร" ส่งเสริมรายได้ให้กับผู้รับเหมาก่อสร้าง บริษัทปูน บริษัทเหล็ก ฯลฯ เงินไม่ได้ตกถึงมือของประชาชนหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับยิ่งทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมากยิ่งขึ้น

         กรณีนี้ต่างจากโครงการจำนำข้าวที่ให้เกษตรกรได้รับเงินถึงมือของชาวนาโดยตรง หากรัฐบาลอยากจะให้เงินหมุนเวียนไปสู่ประชาชนจริง นโยบายที่แย่ที่สุด แต่ถึงมือประชาชนโดยตรงก็คือการแจกเงินให้กับประชาชนแบบ "เช็คช่วยชาติ" ซึ่งก็เท่ากับส่งเสริมให้ชาวบ้านไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่อีกทอดหนึ่ง

         หนทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง ควรทำให้ประเทศมีบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย จะทำให้มีผู้เข้ามาลงทุนและท่องเที่ยวในไทยมากขึ้นอีก ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าจากประเทศในยุโรปและอเมริกา อย่างไรก็ตามบางท่านอาจจะต้องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ก็ไม่ควรนานเกินไปนัก เพราะยิ่งนาน ประเทศก็ยิ่งเสียเปรียบประเทศอื่นในอาเซียน ซึ่งแม้ประสบวิกฤติเศรษฐกิจโลกเช่นกันแต่ก็เติบโตในอัตราที่รวดเร็วกว่าเพราะมีบรรยากาศการลงทุนที่ดีกว่านั่นเอง

         นอกจากนี้รัฐบาลยังควรส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศด้วยนิคมอุสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ การส่งเสริมให้ภาคเอกชนมารับสัมปทานการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากรายเพื่อไม่เอื้อการผูกขาด และเป็นการระดมการลงทุนจากหลายชาติ หลายกลุ่ม ลำพังการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศแบบ "อัฐยาย ซื้อขนมยาย" ไม่น่าจะเป็นทางออกที่ดีได้

 

Tags : เศรษฐกิจ ,ธนาคาร ,กู้เงิน